วันศุกร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ปีใหม่ๆ

"เมื่อทางเดินที่เลือกเดิน...ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ"
แต่ฉันว่า...ทางเดินทุกทาง...ไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบต่างหาก
ไม่ว่าจะ หนามใหญ่ หนามเล็ก บางทีอาจเจอแค่ก้อนกรวด
แต่ไม่ว่าจะยังไง มันก็คือเส้นทางที่เราต้องเดินไปอยู่ดีนั่นแหละ

///////////////////

โตมาจนยี่สิบกว่าปี ประสบการณ์ที่ได้รับมันช่างมากมายเหลือเกิน
นึกถึงทีไรก็รู้สึกดีที่เราผ่านมันมาได้
เดินผ่านมันมา ทั้งที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา
เดินผ่านมาทั้งที่หัวใจโดนกรีดเป็นทางยาว
และเดินผ่านมาด้วยรอยยิ้ม...ก็มี

///////////////

ตอนเด็ก จำได้ว่าเป็นเด็กที่เงียบมาก ไม่ชอบพูดเพราะรู้สึกว่าไม่รู้จะพูดอะไร
อยู่กับพี่แฝด พี่พาไปไหนก็ไป ทำอะไรก็ทำ
ลายมือห่วยแตกสุดๆ ชอบทดเลขในหนังสือเรียน และเกลียดการวาดรูประบายสี
(ขนาดที่ว่าครูสั่งให้ระบายสีรูปอะไรซักอย่าง เราไปคว้าสีมาต็มกำมือแล้วถูๆๆๆไปให้มันเต็มรูป 5555)

ตอนปอสี่ รู้จักเพื่อนคนนึง ลายมือสวยมากกก ระบายสีสวย และหนังสือสะอาดเอี่ยม ไม่มีรอยทดเลข....
ตอนนั้นเราคิดแค่ว่า....ทำไม ลายมือ รูป และสมุดชั้นไม่เป้ะ อย่างเค้ามั่ง...
กลับมาบ้าน นั่งลบเลขที่ทดลงในหนังสือ เรื่มเขียนหนังสือสวยๆ(ไม่สวยก็ลบอยู่นั่นแหละ= =) เริ่มใจเย็นๆตอนระบายสี
เริ่มไม่ทำตามพี่ อยากจะทำที่ตัวเองอยากทำ(เริ่มกบฎ555)

ม.หนึ่ง เรียนแยกห้องกับพี่
เราอยู่ห้องรองคิง พี่อยู่ห้องบ้วย
เริ่มมีสังคม แต่ยังคงคอนเซปต์ ใครให้ช่วยทำไรก็ทำ
นานๆๆไป เอ้ะะ!!! ทำไมชั้นทำอยู่คนเดียวว้ะ จัดบอร์ด รายงาน งานประดิษฐ์
เลยเกิดอาการวีนแตกเป็นครั้งแรกในชีวิต 555

ทุกวันกลับถึงบ้าน เจ้จะเล่าๆๆๆเรื่องที่โรงเรียน
ส่วนเรา...เงียบ
(เคยคุยๆแล้ว...มันแหม่งๆ แบบว่าคุยแล้วรู้น้ะว่าคนฟังไม่สนุกแถมยังฟังเราไม่รู้เรื่อง)
ก็เลยเปนเช่นนั้นเรื่อยมา...

มอ.ปลาย มาเรียนโรงเรียนแถวบ้าน
ห้องเดียวกับพี่แฝด
ทีนี้ก้นิ่งใหญ่ พี่มีไรก็เล่าให้แม่ฟังหมด โอเค ดี ชั้นไม่ต้องเล่าอะไร สบายตัวไป อุอุ
แต่เวลาอยู่กับเพื่อนก็คุยเฮฮาได้นะ เพื่อนก็ฮา แต่มาคุยที่บ้าน มันไม่ฮา ไม่รู้ทำไม เหอๆ

มหาลัย
อยุ่หอมั่ง บ้านมั่ง คงคอนเซปไม่ค่อยพูดเช่นเดิม
เหนื่อยโคตรชีวิตมหาลัย
สุดท้ายคงเป็นเพราะไม่รู้จะพูดอะไร...ทำให้ความไม่เข้าใจเกิดขึ้น

ความจริงเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยมากๆๆ บ่อยจนเบื่อ
แต่หนักๆเข้า มันเกิดเป็นความน้อยใจ เสียใจ
ว่าอยู่ด้วยกันมานานขนาดนี้ ไม่รู้เลยหรือ ว่าเรานิสัยเป็นยังไง

กลับบ้านที เจอแต่เรื่องปวดหัว ไม่เรื่องนั่นก็เรื่องนี้
เราเองก็พยายามเข้าใจ และพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด
เงินรายเดือน ได้มาเท่าไหร่ก็ไมเคยขอเพิ่ม แม้แต่ครั้งเดียว
ถึงแม้จะโดนบ่น โดนด่า โดนด่ายังไงตอนนี้เราไม่สนล้ะ
เรารู้แค่ว่า ตอนนี้ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด
เค้าอาจยังไม่เห้น เพียงเพราะเราไม่เคยพูด
(เอาจริงๆเถอะนะ หากว่าพูดไปแล้วทำไม่ได้ จะพูดไปทำไมกัน)
ความดีมันไม่สามารถวัดได้ในวันนี้ ก็รออนาคตข้างหน้า
ความตั้งใจของเราคือสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง
โดยลบแบกกราวน์ของพ่อแม่ออกจนหมด

//////////////////

วันที่พ่อแม่ภูมิใจ ไมใช่แค่ใส่ยูนิฟอร์มนักศึกษาเท่ๆ
ไม่ใช่แค่ชุดครุยในวันรับปริญญา
แต่เป็นความมั่นคงและความสุขในชีวิต
ให้พ่อแม่วางใจ และภูมิใจ ที่ได้เลี้ยงลูกคนนี้มา

/////////////////

การยืนด้วยตัวเอง เป็นคามฝันอันสุงสุดในชีวิตของฉัน....

วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เพื่อน

ฉันไม่ใช่นางฟ้า
ไม่ต้องคิดเลยว่าฉันจะแสนดี
ฉันไม่ใช่แม่ชี
ไม่ต้องคิดจะให้ฉันช่วยเหลือตลอดเวลา

//////////

การเป็นเพื่อนกับใครซักคน
ไม่ใช่เรื่องยาก
แต่การจะหาเพื่อนดีดีซักคน นี่สิเรื่องยาก

เพื่อนที่ดี ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเออ ออ ห่อหมกไปกับเพื่อน
จะถูกจะผิดไม่รู้ เพื่อนว่าไง ว่าตามกัน
อันนั้นดูจะไร้สมองไปหน่อย

เพื่อน บางที่คงต้องมีอะไรคล้ายๆกัน
อย่าไปเชื่อเลยคำที่ว่า ความแตกต่าง จะช่วยเติมเต็มให้แก่กัน
บางครั้งมันไม่จริงหรอก
เป็นเพื่อนกัน...มันต้อมมีซักอย่างล่ะน่า ที่เหมือนกัน

ตอนนี้ฉันอยู่ปีสาม
เข้ามหาลัยมาสามปี
เจอเพื่อนมากมาย
ฉันกลับมีความคิดว่า...นี่ฉันมีเพื่อนแบบนี้ไปได้ยังไงตั้งสามปี!!
อาจดูแรง แต่กาลเวลามันทำให้คนเปลี่ยนไปได้จริงๆ

ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ดีซักเท่าไหร่หรอก
ฉันชื่นชมคนที่ดี และนำเอาตัวอย่างที่ดี มาปรับปรุงกับตัวเอง
อะไรที่ไม่ได้ ถ้าตัดได้ ฉันก็จะค่อยๆเฉือนมันทิ้งออกไป

แปลกนะ ฉันรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้นมาก
แต่ในขณะเดียวกันฉันก็คิดว่า ตัวเองยังคงเป็นเด็กที่ต้องเรียนรู้ประสบการณ์
ที่มีอยู่บนโลกใบนี้อีกเยอะ
ทุกครั้ง ที่ได้ฟังเรื่องเพื่อนคนนู้นบ่นคนนี้
ฉันมักจะคิดว่า
แล้ฉันล่ะ ทำตัวแบบนั้นบ้างรึเปล่า
ได้เรียนรู้อะไรมากมายจากปฏิกิริยาของสังคมรอบข้าง
ฉันเป็นคนไม่ยึดติดกับตัวเอง
หากไม่ดี ฉันพร้อมจะเปลี่ยนให้มันดีขึ้น

ทุกวันนี้ โลกหมุนเร็วเหลือเกิน
หลายคนวิ่งตามกับกระแสพายุของเทคโนโลยีและแฟชั่น
ฉันเองก็ไม่ใช่แม่พระเเม่ชี ที่จะมองดูอย่างสงบนิ่ง
ฉันตื่นเต้น อยากรู้ สนใจในเทรนต่างๆ
ซักพักฉันก็ถามตัวเองทุกครั้งว่า มีไปเพื่ออะไร
เพราะอยากอวดคนอื่นว่าเราเท่ เราเจ๋ง
หรือถ้ามีแล้ว เราจะใช้มันได้คุ้มค่ากับเงินพ่อแม่ที่เราเสียไปมั้ย
ทุกครั้ง กระแสพายุเทรนต่างๆที่พัดมา
มันจะกลายเป็นเพียงลมแผ่วเบา

ฉันไม่ได้คิดว่าต้องห้ามใจตัวเอง
แค่เพียงเอาเหตุผลและความจำเป็นเป็นที่ตั้ง
เท่านั้นเอง

อย่างที่บอก ความจริงฉันก็ไม่ใช่คนดีอะไร
มีรัก มีชอบ มีวีน มีเหวี่ยง
แต่ทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานเหตุผลที่มี
อืม...ต้องพูดว่า เหตุผลที่ตันเองได้ซึมซับและเรียนรู้จากโลกใบนี้มาตลอดยี่สิบปีดีกว่า
เพียงหวังว่า ในทุกๆวันที่โตขึ้น เหตุผลของเรา ต้องโตขึ้นด้วย

ฉันเชื่อว่าเราไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีตลอดเวลา
บางครั้งเราต้องปรับบุคลิค ให้เข้ากับสถาณการณ์
สอดคล้องกับคนที่เราพบเจอ
เจอคนดี จริงใจ เราก็จริงใจกลับ
เจอคนร้าย เสแสร้ง ก็พยายามอย่างไรก็ได้ ที่จะต้องได้พบเจอน้อยที่สุด
แต่ละสถานการณ์ ต่างมีวิธีเอาตัวรอดต่างกันไป
เพราะเป็นคนดีอย่างเดียวไม่ได้ ต้องไม่โง่ ด้วย
(แรงไปเนอะ 555)

//////////////////

เพื่อนตายไม่ใช่เพื่อนที่ตายไปด้วยกัน แต่ทำยังไงก็ได้ ไม่ให้มันตาย...

/////////////////

วันพฤหัสบดีที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เวลา

เวลามันช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน
รู้สึกตัวอีกที...ตอนนี้อายุยี่สิบเอ็ดแล้ว
ทั้งที่เหมือนเพิ่งรู้สึกดีใจว่า ตัวเองอายุสิบขวบเมื่อไม่นานมานี้เอง...

//////////

ตอนเด็กๆ...เรารู้สึกอยากโตไวๆ อยากเป็นวัยรุ่น
อยากเป็นผู้ใหญ่
หยิบของที่อยู่สูงๆ...โดยไม่ต้องต่อเก้าอี้
ข้ามถนนโดยไม่ต้องมีผู้ใหญ่จูงมือ
นอนดึกๆได้โดยที่พ่อแม่ไม่ว่า
หลายล้านเหตุผลที่อยากจะโตไวๆ

//////////

หลังจากผ่านพ้นวัยสิบขวบ
เข้าสู่วัยยี่สิบขวบ
สิ่งที่ได้เรียนรู้...มันช่างน่าตลกเหลือเกิน
ฉัน...ก็ต้องใช้เก้าอีต่อตัวเวลาหยิบของที่อยู่สูงจนเอื้อมไม่ถึง
เวลาข้ามถนน...กลับอยากให้ใครซักคนมาจูงมือ
นอนดึก...ด้วยเหตุผลล้านแปด จนร่างกายได้ับการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ
หลายล้านเหตุผลที่อยากจะกลับไปเป้นเด็กอีกครั้ง....

//////////

แต่เราทุกคนก็ต่างรู้ดีว่า
เวลา...ไม่เคยย้อนกลับไปได้
ทำได้เพียงระลึกถึงอดีตอันแสนหอมหวานก็เท่านั้นเอง
ปัจจุบัน...เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
และกำลังเป็นอดีต...ในทุกวินาที
บางที...เราก็มีความสุข ในการนั่งนึกถึงเื่องราวเก่าๆ
แต่บางครั้ง...การยึดติดกับเรื่องราวเดิมๆ
ก็ไม่อาจทำให้ปัจจุบันดีขึ้นแต่อย่างใด
สิ่งที่สำคัญ...คือการลงมือทำปัจจุบัน
ปั้นแต่งแต่ละวินาทีให้ดีที่สุด

//////////

หลังจากร้างลาจากการอัพบล้อคไปร่วมปี
ตลอดเวลา...ฉันแค่คิดว่า เดี๋ยวจะ เดี๋ยวค่อย
ผลัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย
จนวันนึง...มีเพื่อนคนนึง มาบอกว่าอัพบล้อกบ้างสิ
ไม่มีเพื่อนเล่นบล้อค
ในใจก็คิดว่า เออ..ดีเหมือนกัน
แต่ตอนนี้จะเขียนอะไรว้ะ คิดไม่ออก
แล้วเลยลองกลับไปอ่านบล้อกที่อัพๆทิ้งไว้หลายๆเว็บ

//////////

"คนที่บอกว่าไม่มีเวลา เขามักใช้คำว่า 'ไม่มีเวลา' เป็นข้ออ้าง
คนเราเกิดมา มีเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงเท่ากัน อยู่ทีใครจะจัดสรปันส่วนและเรียงลำดับ
สิ่งที่จะทำในแต่ละวันของชีวิตไว้ยังไง คนที่ชอบพูดว่าไม่มีเวลา นั่นก็แสดงว่า เขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิ่งๆนั้นมากพอ"
ฉันเขียนข้อความเหล่านี้ไว้ในบล้อคที่อัพไว้เรียราดเมื่อนานมากแล้ว
ได้อ่านอีกครั้ง...ก็คิดได้
ว่าเรา หลงลืม กับเรื่องราวเล็กๆน้อยๆ
ที่เราเคยทำเป็นประจำ พอเราโตขึ้น มีอะไรมากขึ้น
ความคิดซับซ้อนมากขึ้น วุ่นวายกับชีวิตมากขึ้น
จนหาข้ออ้างให้ตัวเองว่า
"ไม่มีเวลา"

/////////

วันนี้เลยสัญญากับตัวเองว่า
จะลองค่อยๆอัพบล้อค
อาจไม่ทุกวัน
แต่จะทำไปเรื่อยๆ
เพื่อให้ "เวลา" ในการทบทวนสิ่งที่ผ่านมาในแต่ละวัน

//////////

เลยได้เข้าใจความหมายของคำว่า "แบ่งเวลา"